vkop さんのプロフィールชีวิตลิขิตเองフォトブログリスト ツール ヘルプ

vkopz Arzt

職業
จงเรียนรู้ที่จะยืนอยู่ได้ด้วยขาของตัวเอง
1月31日

..my lovely...

เรื่องมันมีอยู่ว่า....เมื่อวันเสาร์อ่ะ...(27)....เดินเที่ยวงานกะเสดแฟร์....
 
ด้วยความอัดอั้น...เดินเล่นโซนสัตว์เลี้ยง.....
 
.....อัดอั้นมาถึง 1 ปี ก่าๆ...อยากเลี้ยงเม่น ใจจะขาดด...โอ้วว...
 
....พอดีขี่จักกะ...ไปเจอน้องเม่น 1 คู่...น่ารักเชียว...อดใจไว้โยมมม
 
.....วันรุ่งขึ้นทนไม่ไหว...โอ้ว จอร์จ....ในที่สุดก็เป็นของเรา....
 
น่ารักเชียว....ชื่อ hedge กะ hog
 
รูปแรกนี่น้อง hedge งับ
 
ถัดมาก็น้อง hog
 
เจ้า hog เค้าบ้ากล้องกว่า...รู้คิวว่าต้องเก๊กท่าไหน...555+
 
เจ้าสองตัวนี้ ซนมาก...ถึงมากที่สุด....เห้อออ....เง้ออออ...
10月12日

เรื่อง(สูง)เล่าจากที่ต่ำ ภาค2

วันที่ 7 ตุลา ....
      ข้าพเจ้าตั้งใจจะตื่นเมื่อเวลา ตีสี่ครึ่ง...เลยตั้งโทรศัพท์ปลุกไว้ตอนตีสี่ กะตีสี่ครึ่ง....แต่โทรศัพท์เจ้ากรรม ดันถูกเราตั้งปิดเสียง
เอาไว้ รู้สึกตัวตอนตี 5 โอ้ววว พระเจ้าช่วยกล้วยปั่น....เลยร้องถามสองสาวว่าตื่นยัง...พวกเธอก้อตอบกลับมาว่า...เอ่อ...ตื่นตั้งชาติ
ขอโทษขอโพยหยิบของออกมานอกเต๊นท์...แล้วรีบไปรวมกันที่ ศูนย์ฯ เพื่อจะได้เดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่นด้วยกัน...จิงๆ
คือตอนที่เคยมาก็ตัวใครตัวมันเดินไป...แต่ทีนี้มันมีเรื่องไง....คือเมื่อ...ปีที่แล้วและสองปีที่แล้ว ได้มีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้น...เรื่อง
แรกนะง้าบบบ...คือมีพระภิกษุ 3 รูปมาปักกลดตรงบริเวณ ลานพระแก้ว...แล้วทีนี้ก็มีช้างป่ามา...พระหนึ่งรูปหนีขึ้นบนต้นไม้ อีก
สองรูปไม่ยอมหนียังคงนั่งอยู่ในกลด...แล้วก็มรณภาพ ด้วยช้างป่า.....ง่าาา อีกเรื่องนึงคือ มีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งไปดูพระอาทิตย์
ขึ้นที่ผานกแอ่น แล้วบังเอิญเจอช้างป่า....ทั้งหมดก็หลบ...แต่เอ่อ...ก็มีพลาดพลั้งเสียชีวิตไปหนึ่งคน......ทางเจ้าหน้าที่ก็แบบว่า
กังวลกับพวกเรามาก คือตลอดระยะทางที่เดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้น เจ้าหน้าที่จะเดินนำตลอด ก่อนหน้านั้นก็มีเจ้าหน้าที่ไปเคลียร์ทาง
ก่อน...แบบว่า ถือปืนกันน่ากลัวเชียว....-"- .....ไปรอดูพระอาทิตย์ขึ้น...หมอกลงหนามาก...ถ่ายรูปเล่นกันสนุกเชียว...แต่แล้วพวกเรา
ก็ไม่มีดวง ไม่เห็นพระอาทิตย์อีกเช่นเคย...ทั้งๆที่หามุมที่ดีที่สุดได้แล้วนะ...แย่จัง....จากนั้นเราก็กลับมาที่พัก...คือขากลับเดินกลับ
ทางลานพระแก้วไง...แวะไหว้พระกันก่อน....เดินกันตุ้งแหน่งมาเรื่อย...มาถึงที่พักก็ 8 โมง....อาบน้ำอาบท่า...แล้วเอา มาม่า ไปให้พี่
เค้าผัดให้ กะจะเอาไปกินกลางทาง เพราะวันนี้จะต้องเดินทางไกล....แอบโปรโมตอีกรอบละกัน ...ตอนเช้านี้ เราก็ไปกินกาแฟสด
ร้านพี่ทา (ร้านสนสามใบ) เป็นเครื่องทำกาแฟสดที่ไม่ใช้ไฟฟ้าอ่ะ..แบบว่า กาแฟก็บดด้วยมือ...เครื่องชงกาแฟก็เป็นแก๊ส...โอ่ยยย...
ไฮโซว...กาแฟบดเองหอมมาก..ชอบจัง...แก้วละ 40 บาท อาจจะดูแพงนะ แต่จริงๆแล้วไม่แพงหรอก ลองดูจากหลายๆอย่างละกัน
แต่สรุปว่า หอม อร่อยมากกกก อีกอย่างนึงคือ เค้าปั่นนมเองอ่ะ...นมฟู หอม มากกกกกก นุ่มสุดๆ......ชอบจัง.... กินอาหารเช้ากัน
เสร็จก็ออกเดินทาง ที่แรกที่ไปก็ น้ำตกเพ็ญพบใหม่...น้ำตกสวยจัง ถ่ายรูปกันสนุกสนาน....ซักพักนึง ก็เดินกันไปเรื่อยๆ ไปที่น้ำตก
โผนพบ  ระหว่างทางเดินก็ไม่มีอะไรมากหรอกเดินตามทางไปเรื่อยๆ ระหว่างทางก็มีร่องรอยของช้างป่าเป็นระยะๆ แอบกลัวจัง
แล้วก็ไปถึง น้ำตกเพ็ญพบ น้ำตกนี้แหระที่พวกเราทั้งสามคนแวะเล่นน้ำกัน จริงๆไม่ได้เล่นน้ำอะไรมากมายหรอก แค่วิ่งๆเล่นในน้ำ
น้ำเย็นมากมาย ช่วงนั้นก็มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นอีก สองสามกลุ่ม...เสร็จสรรพ ก็เดินกันต่อ ช่วงนี้แอบตื่นเต้น...เพราะว่าเดินกันไป
สองกลุ่ม มีกลุ่มเรา กับอีกกลุ่มนึง คือระหว่างทางเป็นป่าตลอดแล้วทางไม่ค่อยชัดเท่าไหร่...เราก็เดินนำ เพื่อนเราก็บอกว่า...เอ่ออ...
ชั้นไม่คุ้นทางว่ะ...เราก็เริ่มไม่คุ้นเท่าไหร่...ยิ่งเดินทางยิ่งไม่ชัด...(จริงๆอาจชัด..แต่โง่เอง)...เดินกันแบบว่า...โอ้ยยยย กลัวจัง...แล้ว
ในที่สุดเราก็มาโผล่ที่น้ำตกถ้ำใหญ่จนได้...รอดตาย....ไม่ค่อยได้ถ่ายรูป เพราะฝนทำท่าจะตก...ก็เลยเดินต่อ เพื่อนๆยังไม่ค่อยหิว
ข้าวกันเท่าไหร่...เลยตัดสินใจว่าเด๋วค่อยกินละกัน...เดินได้แป๊บเดียว ฝนก็ตก แต่ตกไม่หนักมาก โชคดีที่เราติด เสื้อกันฝนมาด้วย
เลยสละให้สองสาวเอาไว้กันฝน...เดินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออก ...เริ่มสับสนในชีวิต...เดินจนกระทั่งถึง สระอโนดาต
ตอนแรกตั้งใจว่าจะแวะกินข้าวกันที่นี่...แต่มันไม่มีที่ร่มๆให้นั่งเลยอ่ะ...เลยถามเพื่อนว่า หิวกันมากรึเปล่า ถ้าไม่หิว เดี๋ยวไปกินที่
น้ำตกข้างหน้าละกัน...ก็ตกลงกันว่าจะไปกินกันที่น้ำตกข้างหน้า....เดินไปเรื่อยๆ...ตามทาง บังเอิญ...เจอป้าย ให้เลี้ยว เราก็เลี้ยวไป
ตามป้าย แต่เดินไปได้สักพักนึง...เริ่ม เอ๊ะแปลกๆ...เพราะทางไม่ค่อยดี น้ำแฉะตลอดทางเลย ก็เลยตัดสินใจกลับ ...เจอนักท่องเที่ยว
สองกลุ่ม เค้าถามว่ากลับทำไม...เราก็เอ่อ...จะไปน้ำตกอ่ะ ทางนั้นมันไม่มีทีท่าว่าจะเป็นน้ำตก...เค้าบอกเราว่า ทางนั้นก็มี แล้วก็เป็น
ทางลัด...ง่าาาาา.....เราเลยเดินกลับทางเดิม...เดินไปนิดเดียว ก็เจอน้ำตก ถ้าสอเหนือ คือ...น้ำตกนี้เราคุ้นเคยดี เพราะเคยมานั่งพัก
เมื่อครั้งที่แล้ว เราเลยนั่งกินข้าวกันตรงนี้  ตอนกำลังจะกินมีคู่นึงเดินมาบอกเราว่า ข้างล่างเค้าเห็นตัวอะไรแว้บๆไม่รู้ ...เราก็แอบ
กลัวนิดนึง เพราะว่าเรากินข้าวแล้วถ้ากลิ่นอาหารมันลงไป ตัวอะไรอาจจะขึ้นมา...แต่ก็ไม่ได้รีบกันเท่าไหร่ กินกันอย่างเรื่อยๆมาก....
กินข้าวเสร็จกินขนมกันต่อ...เปรมมมม.....แล้วก็เดินกันต่อ...ไม่นานนักเราก็มาถึงผาหล่มสัก...สถานที่เป้าหมาย ...มาถึงเวลาประมาณ
ไม่ถึงบ่ายสาม หรือบ่ายสามนิดๆ...จำไม่ได้แระ...นั่งพักกันที่ร้านค้า กินน้ำแข็งใส...ชื่นใจจัง...จากนั้นเราก็นั่งกันทีริมผา คนเริ่ม
เยอะแล้ว ...นี่เพิ่งจะบ่ายสามเอง...เห้อออ....เราก็ปูเสื่อให้สองสาวนั่ง ส่วนตัวเราก็ปลีกวิเวกไปนั่งเขียนงานอยู่คนเดียว...มีแอบหลับ
นิดนึงด้วย ลมเย็นมากกก...โอ่ยยย มองไปข้างล่างเป็นป่า แล้วก็มีหมอกลอยอยู่ตลอด....ชอบจัง....นั่งกันได้ไม่นาน ...จากนั้น ฝนห่า
ใหญ่ก็เทลงมา...แต่ไม่นานนัก ก็หยุดลง...เย่ๆๆๆ...เราก็เลยมาเฝ้าที่ริมผากันต่อ คือตอนแรกกลัวว่าจะไม่เห็นพระอาทิตย์ แต่ พอ
มองออกไปตรงขอบฟ้าไม่มีเมฆ...แอบโชคดีจัง พระอาทิตย์ตกตอน 18.05 ....เราก็รอๆๆ...แต่ไหง ไม่มีวี่แววว่าจะเห็นเลย...อีก 10
นาที หกโมงก็ไม่มีวี่แวว หลายกลุ่มเริ่มกลับ...แต่พวกเรายังไม่กลับ....พอไม่มีทีท่าว่าจะเห็น ก็เลยตัดสินใจกลับ พอดีว่า มีพี่อีกกลุ่ม
นึงเค้าขอเดินกลับด้วยเพราะไฟฉายเค้าถ่านจะหมด..เย่ๆๆ มีเพื่อนกลับด้วย.....เดินไปในทางที่มืดมิด...มืดมากก....ระหว่างทางเราก็
เห็นเงาแว้บๆตลอดทางเลยอ่ะ....แอบกลัว....เรากลัวนิดนึงอ่ะ...เราอยากจะรีบๆมาก...เดินไปเดินมา...อ่าว ไหงเราไปโผล่ในป่าได้
แอบงง ...ป้าเค้าก็เลยมาฉายไฟให้ออกมา...คือมันโผล่ไปหลังร้านอาหารตรงผาเหยียบเมฆ...เดินไปเรื่อยๆ...น่ากลัวตลอดทางเลยอ่ะ
ใครไม่กลัวแต่เรากลัว...เพราะเราเป็นคนเดินนำหน้าแล้วฉายไฟ...แต่ทำไมอยู่ดีๆเราก็มองทางไม่เห็น...คือไม่เห็นเป็นทางอ่ะ...
กลัวๆๆๆ...เดินไปเรื่อยๆ ช่วง 2 กิโลสุดท้ายก่อนที่จะถึงที่กางเต๊นท์ คือช่วง ผาหมากดูกถึงทีพัก คือเราได้กลิ่นช้าง...แรงมากกกกก
กกกก...แบบว่าตกใจเลย คือลมมันพัดมาแรงไง.....แล้วเราก็ถึงเต๊นท์กันโดยสวัสดิภาพ....สองสาวแวะล้างเท้า...ทำความสะอาดกัน
แป๊บนึง แล้วก้อไปนั่งกินข้าวจิบชา...โอ่ยย สบายจัง...พอเสร็จสองสาวก็จะไปอาบน้ำ...เอ่อ...คือ ยังจะอาบกันอีก...หนาวจัง...เราก็ไป
นั่งรอในศูนย์นั่งเขียนงานไปเรื่อยๆ...ซักพักก็มีคนมาคุยด้วย...อ่าา สวัสดีครับ...คุยกันถูกคอเชียว...เค้าเล่าให้ฟังว่าเค้าเจออะไรตอน
เดินกลับ..คุยกันไปคุยกันมา...เค้าก็ชวนเราไปกินเบียร์...ฮ่าาา เข้าทาง...กะลังเปรี้ยวปาก...แต่เราต้องรอสองสาวให้ชาร์จโทรศัพท์
เสร็จก่อน..กว่าจะเสร็จ เราค่อยไปนั่งกินกะเค้า ปรากฏว่าร้านปิดซะแล้ว...เราเลยนั่งคุยแทน พี่ใจดีเชียว เอาเบียร์เค้าให้เรากินด้วย...
เราก็แบบเกรงใจ กินไปนิดเดียว.....คุยกันได้ไม่นาน ก็กลับเต๊นท์ ตอนจะนอนนี่สิ ระทึกมากมาย....คือพอเราเข้าเต๊นท์ปุ๊บ ลมพัดแรง
มาก เต๊นท์ยวบไปยวบมา เราก็ใจคอไม่ค่อยดี...ก็เลยนอน...ลมยังแรงอยู่...ทีนี้พัดเต๊นท์น่ากลัวกว่าเดิมอีก แบบว่า รู้สึกเหมือนมีคนมา
เดินอยู่รอบเต๊นท์ตลอดเวลา...ง่าาา โทรหาเพื่อน ขอไปนอนกะมันดีก่าาา....เราก็เลยหอบเครื่องนอนไปนอนกะเพื่อน.......ง่าาา หมด
อีกหนึ่งวัน.....to be continue

เรื่อง(สูง)เล่าจากที่ต่ำ ภาค 1

.......เริ่มการเดินทางเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม...ด้วยรถทัวร์ วีไอพี กรุงเทพ-เมืองเลย เที่ยวประมาณ 4 ทุ่ม 35 ....ระยะทางการเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง ลงรถที่ผานกเค้า เวลาประมาณ 6 โมงเช้ากว่าๆ....เริ่มต้นวันที่สดใสที่ผานกเค้า...อากาศสดชื่นจริงๆ ยังเช้ามากๆ ล้างหน้าล้างตาที่ร้านเจ๊กิม ตรงผานกเค้า...ระหว่างนั้นมีนักท่องเที่ยวมาอีกสองกลุ่ม...รอกันไปรอกันมา...ได้ขึ้นรถสองแถวเพื่อจะไปที่ตีนภู....
 
......ถึงตีนภูประมาณ 7 โมงกว่าๆ ...เกือบ 8 โมง...จัดการกับตัวเอง...ล้างหน้า แปรงฟัน จองเต๊นท์ เอาสัมภาระไปชั่ง ของเรารวมกับเพื่อนๆ ก็ประมาณ 20 กิโลกว่าๆ....ค่าลูกหากก็กิโลละ 10 บาท คิดไปคิดมาก็ไม่แพงนะ...อื่ม....
......คน 3 คน ชายหนึ่ง หญิงสอง...กับการเดินเท้าขึ้นภูกระดึง ระยะทางวัดใจช่วงแรก ซำแฮ่ก...อื่ม สมชื่อจริงๆ เดินกัน แฮ่กเลย วัดใจได้ไม่น้อย...แต่เพื่อนที่ไปด้วยอีกสองคนก็ได้ใจเราไปเลย(ยังได้ไม่หมด) เดินกันด้วยความทรหด-อดทนมาก....แวะครั้งแรกที่ ซำกกกอก...นั่งกินน้ำ...รู้สึกสดชื่นมากกก....ป้าที่ร้านใจดีจัง...คุยเก่ง ไม่รู้ว่าเค้าเป็นแบบนี้เพราะเค้าต้องทำดีกับลูกค้าทุกคน หรือว่า เค้าเป็นแบบนี้อยู่แล้ว...ไม่รู้อ่ะ...แต่ป้าชวนคุยโน่นคุยนี้ เราก็ชวนป้าคุยไปเรื่อย...รู้สึกดีจัง...พักกันหายเหนื่อยได้สักพักก็เดินกันต่อ ทีนี้เดินกันแบบว่า...โอ้ว...ไม่ใช่ไม่หยุดนะ...เดินไปพักไป...แต่แบบว่า พักน้อยมากมาย...เดินกันรวดเดียว...ระหว่างทางก็ดูนั่นดูนี่..แบบว่า...ขอเม้าท์ปิซนึง...มีแฟนกันมาคู่นึง...น่ารักมากอ่ะ...เด๋วค่อยเล่าต่อใน ตอนต่อไป...แต่ขอบอกว่า น่ารักจัง...เดินต่อไปเรื่อยๆ
ชักทนไม่ไหวแร้ว...ไม่ใช่เหนื่อยนะ...แบบว่า แอบตดตลอดทางอ่ะ....แอบเข้าห้องน้ำที่ ซำกกโดน ปลดทุกข์ซะโล่งเลย..แต่แบบว่า น้ำเย็นมาก...ตูดสะท้านเลย...ฮ่าาาาาาา.....แล้วก้อมาถึง ด่านสุดหิน...ซำแคร่ ... ทางชันมากประมาณ เอ่อ...80 องศา ..(แอบเว่อร์) แต่ชันมากนะ...แบบว่า..ต้องป่ายปีนตลอด....แล้วเราก็มาถึงหลังแปรกันด้วยเวลาประมาณ3ชั่วโมงก่าๆ....ยัง..ยังไม่พอ...เราต้องเดินต่อกันอีก ทีนี้เป็นทางราบ ตลอดแร้ว แต่แดดร้อนเป็นบ้า แบบว่าเป็นทุ่งหญ้าไปตลอดทาง...โอ้วววว...กว่าจะถึง ที่พัก...อื่มมม...เหนื่อยจัง...ไปถึงก็ไปนั่งรอลูกหาบได้พักนีง..ก็เลยเดินไปติดต่อเรื่องเต๊นท์..ก็ไปดูเต๊นท์..เอ่อ..คือไม่ไหวนะ เต๊นท์ที่ว่างนี่คือแบบว่า อันนึงเหม็นเหล้ามากกก...หรือไม่ก็ห่างกันจัง เลยไปหาเจ้าหน้าที่ เค้าก็มาดู..อ่อ..ได้เต๊นท์ติดกันคู่นึงพอดี...กลับมานั่งรอสัมภาระดี
ก่า...แต่แบบว่า รอไม่ไหวแร้วว หิวมาก ยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า ตอนนี้ก้อบ่ายโมงก่า เกือบสองโมงแระ...หิวจนจะกินเอ่อ...อะไรดีอ่ะ....นั่นแหระ...หิวมาก รอไม่ไหวแร้ว...เดินไปหาข้าวกินดีฝ่า...เดินเสิร์ชร้านข้าว..อ่าา ร้านนี้ละกัน...ชื่อร้านน้องแอ๋น (แอบโปรโมต...เด๋วจาไปเก็บค่าโฆษณา)...จิงๆคือ กะว่าจะเดินหาร้านพี่ที่รู้จัก เป็นร้านขายของที่ระลึกน่ะ...ชื่อร้านสนสามใบ (เก็บค่าโฆษณาอีกรอบ) แต่หาไม่เจออ่าา...โปรดติดตามตอนต่อไป.....กลับมาที่เรื่องร้านข้าว...เราก้อพอรู้มาก่อนว่า ราคาประมาณนี้ ปริมาณประมาณนี้..ก็อื่ม..ข้าวเยอะจัง...กินแบบว่า หายหิวเรยอ่ะ...เอ่อ...คือกินสองจานอ่ะ...หายหิวไปเรย จานที่สองแบบว่า เกือบกินไม่หมด...ว้าาา..ดูเหมือนตะกละจัง....กินเสร็จก้อคุยกะพี่ที่ร้านด้วยความคุ้นเคย (เอ่อ...คือไม่ได้รู้จักกันนะ..) ก็ถามพี่เค้าว่า ร้านสนสามใบไม่อยู่แล้วหรอ เพราะว่ามองไปที่เดิมแร้วมันปิดไปแว้ว...พี่เค้าบอกว่า ย้ายร้านมาอีกตรงนึง เดินไปตรงนี้จิ...เราก้อเดินไป...ปิ๊งป่อง..เจอพี่ทาด้วยแหระ แบบว่า เห้ย...แอบจำได้...ดีใจจัง คุยกะพี่นิดหน่อยพอเปงพิธี จากนั้นก้อเลยไปเอาสัมภาระ...นั่งรอไม่นาน ลูกหาบก้อมาพอดี....เลยขนของเข้าเต๊นท์...แผนการสำหรับวันแรก.....ไหว้พระที่พระพุทธเมตตา ....จากนั้นก็จะไปดู พระอาทิตย์ตกที่ผากหมากดูก....อ่าาาา....เราไปไหว้พระกันก่อนดีก่า...ขึ้นมา...ก็เลยเดินกันไป...ประมาณ 500 เมตร เดินกันไปเรื่อยๆ..
ไหว้พระเสร็จ ก็เดินย้อนกลับมา แล้วก็ไปที่ผาหมากดูก....ถึงผาประมาณ 4 โมง...พระอาทิตย์ตกประมาณ 6 โมง ก็ต้องนั่งรอ...แต่ลมเย็นจังไม่น่าเบื่อแม้แต่น้อย...แอบนอน....แป๊บนึง...มีนักท่องเที่ยวตามมาอีก 2-3-4 กลุ่ม แอบจำไม่ได้...แต่มีกลุ่มนึง เสียงดังจัง..เห้อออ...ไม่ชอบเลย..แต่ช่างเหอะ....วันนี้ไม่มีดวงอ่ะ...มองไม่เห็นพระอาทิตย์ตก...เอาไว้วันหน้าดีก่า...เผื่อจะมีดวง....เวลาประมาณ 6 โมงก่าๆ...เดินกลับเส้นทางผาหมากดูก ที่พัก...เอ่อ...แอบกลัว....เพราะ...ช่างเหอะ...มืดมาก เดินกันสามคน....แต่ก็กลับถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ...โย่ว....อากาศเริ่มเย็น...ทุ่มกว่าๆ...ไม่น่าเชื่อว่าสองสาวจะอาบน้ำแล้วก้อสระผมได้อีก...คือเราแค่อาบน้ำก้อยากแล้ววว...นั่งกินข้าวที่ร้านเดิม...อร่อยจัง...นั่งกินข้าว จิบชา....โอ้ววว...มีฟามสุขจัง....กินเสร็จก็ไปนั่งเล่นร้านพี่ทา...ไปนั่งเขียน postcard ...คือจะบอกว่า....กว่า 70% ของของในร้านอ่ะ เรามีหมดแร้ว นอกจากอะไรที่มันเป็น product ใหม่ๆ...เราก็ไม่มี...โปสการ์ด ก็มีครบทุกแบบ...ก็เลย...ไม่รู้จะเลือกอะไร...แต่แอบคิดได้ว่า ไม่ได้ซื้อให้ตัวเอง ซื้อส่งให้คนอื่นนี่หว่า....เพราะฉนั้นเค้าก็ยังไม่มี...ฮ่าาาา....ก็เลือกๆ อันที่สวยๆ แล้วก็เหมาะกับคนรับ...ทุกอันตั้งใจเขียนมาก....เวลาล่วงเลยไป 3 ทุ่มกว่าๆ....เค้าตัดไฟแล้ว
สงสารพี่ทาจัง มีไอ่พวกบ้าสามตัว มานั่งอยู่ เลยเก็บร้านไม่ได้....แต่เราก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร...ฮ่าาาา...ล่วงเลยไปสี่ทุ่ม ก็เลยตัดสินใจเสร็จซะที...กลับเต๊นท์เตรียมนอนแระ...เอ่อ...คือ เราก็จะหลับอ่ะนะ...แต่สองสาวไม่รู้เอาพาวมาจากไหน นอนคุยกันแบบว่า โอ้ววว...เรานอนฟังจนหลับเรย...ฮ่าาาาาาา.......to be continued
10月10日

เรื่อง(สูง)เล่าจากที่ต่ำ (intro)

ขณะนี้ข้าพเจ้าเพิ่จะกลับมาถึงบ้านได้เพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น หลังจากที่ไปผจญภัยที่ภูกระดึง...ด้วยความ...สุขสนุกสนาน..แต่เนื่องด้วย...ตอนนี้ไม่มีแรงจะเล่าแว้ว...ต๊ะไว้พรุ่งนี้ค่อยมาเขียนละกัน...นะ...แค่ลงรูปก็หมดแรงจะตายแว้ว
10月4日

น่ากัวจัง...โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม

 

 ในเดือนหน้า ช่วง 11 - 29 ตุลา 48 อาจมีเหตุร้ายเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเป็นคำบอกเล่าของ ดร.กัญจีรา กาญจนเกศ นักวิทยาศาสตร์ ผู้ที่ผันตัวมาฝักใฝ่สนใจในการปฏิบัติธรรมมากผู้หนึ่ง ปัจจุบันเป็นประธานชมรมวิถีธรรม - วิถีไท แถวเขตคันนายาว ในสายหลวงปู่ทวด ได้นำข่าวสารมาแจ้งในที่ประชุมสมาคมค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทย ให้ได้ทราบเมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 24 กันยายน 2548 ที่ผ่านมา และเนื่องจากผู้เขียนนั่งติดกับ ผศ.ดร.พรชัย พัชรินทร์ตนะกุล อดีตประธานสภาคณาจารย์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่มีความสนใจในเรื่องวิทยาศาสตร์ทางจิตมากผู้หนึ่ง และเป็นสมาชิกตลอดชีพของสมาคมค้นคว้าทางจิตฯ เหมือนผู้เขียน ขอให้ผู้เขียนช่วยสรุป และเผยแพร่เรื่องนี้ให้แก่ผู้สนใจได้ทราบด้วย ผู้เขียนได้รับปากว่าจะรีบสรุป และเขียนสิ่งที่ได้รับฟังมา และรีบ Mail ให้สมาชิกชมรมศาสนาและการกุศลทุกคนได้รับทราบโดยเร็วต่อไป บทความนี้จึงได้ผลิตออกมาเผยแพร่ในทันที - หากช่วง 11 - 29 ตุลา 48 มีเหตุร้ายเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ดร.กัญจีราฯ ก็มีชื่อเสียงดังระเบิดเถิดเทิงกันแน่ในคราครั้งนี้ ซึ่งท่านผู้อ่านทุกท่าน ก็จะได้ทราบผลกันในเร็ววันนี้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือมั่วนิ่ม

 - ดร.กัญจีราฯ เล่าให้ฟังว่า ขอให้ติดตามดูสถานการณ์ ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลา 48 เป็นต้นไป ท่านว่าจะมีภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงเกิดขึ้นในเมืองไทย

· 11 ตุลา 48 จะมีน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของไทย

· 13 - 14 ตุลา 48 จะเกิดคลื่นสึนามิอีกครั้ง

· 18 ตุลา 48 จะมีน้ำป่าเข้าท่วมบ้านเรือน และมีน้ำท่วมขัง 2 สัปดาห์

· 21 - 23 ตุลา 48 จะมีแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ จะมีรถติดวินาศสันตะโร ให้ระวังเขตอันตรายย่านหัวลำโพง ปทุมวัน มาบุญครอง เขตดินแดง และแถวรัชโยธิน จะมีเรื่องร้ายแรงเสียหายเกิดขึ้นที่เกิดจากแผ่นดินยุบหรือไหวตัว

· 29 ตุลา 48 อาจมีพายุทอนาโดเข้ามาทางอ่าวไทย

- ดร.กัญจีราฯ ท่านบอกว่า ช่วง 11 - 29 ตุลา 48 ไม่ว่าภาคใต้ ภาคตะวันตก ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือ ล้วนมีผลกระทบทั้งประเทศ จังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากและน้อยที่ต้องเตรียมรับมือมากหน่อยมีดังนี้.-

1) ภาคใต้ นครศรีธรรมราช (หนักสุด) รองๆลงมาคือ สุราษฎร์ พังงา และชุมพร

2) ภาคตะวันตก ราชบุรี (หนักสุด) รองๆลงมาคือ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และ สมุทรสาคร 3) ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร (หนักสุด) รองๆลงมาคือ ปทุมธานี นครปฐม ชัยนาท และพิษณุโลก

4) ภาคอีสาน หนองคาย (หนักสุด) รองๆลงมาคือ ขอนแก่น อุบลราชธานี และร้อยเอ็ด

5) ภาคเหนือ เชียงราย (หนักสุด) รองๆลงมาคือ ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ และตาก - ดร.กัญจีราฯ เล่าว่า อุทกภัยครั้งนี้ จะมีความรุนแรงมากกว่าช่วง 500 ปี ที่ผ่านมาก็แปลว่า ครั้งนี้จะต้องหนักมากกว่าทุกครั้งที่ท่านเคยเห็นเคยพบในช่วงชีวิตของท่าน แต่ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าจะถึงระดับเช่นว่าคงต้องติดตามดูครับ

- ในช่วงปลายตุลา ถึงต้น พฤศจิกา 48 ต้องงดไปลอสแองเจลลิส และนิวยอร์ค เพราะสหรัฐอเมริกาจะโดนพายุใหญ่ 2 ลูกถล่มที่ 2 เมืองนี้นั่นเอง

- เนื้อหาสาระที่รับฟังมา แม้จะมิได้บันทึกเทปไว้ แต่คิดว่าจำมาได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 หากคลาดเคลื่อน ท่านที่ฟังมาพร้อมกัน ช่วยบอกเพิ่มให้ผู้เขียนทราบด้วย จักขอบคุณมาก - ถ้ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ต้องยกประโยชน์และปรบมือขอบคุณ แก่ดร.กัญจีรา กาญจนเกศ โดยผู้เขียนจะได้ติดตามข่าวสารจากท่านผู้นี้มานำเสนอท่านผู้อ่านเป็นระยะๆต่อไป แต่ถ้าไม่มีเรื่องร้ายแรงใดๆ เกิดขึ้นในช่วง 11 - 29 ตุลา 48 ก็ต้องกล่าวโทษ ดร.กัญจีราฯ และก็คงไม่มีข่าวสารจากท่านผู้นี้อีกต่อไป เว้นแต่มีคำอธิบายที่น่าเชื่อถือและมีเหตุปัจจัยสนับสนุนที่มากเพียงพอ แต่ทั้งนี้ และทั้งนั้น จะมีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ก็ให้ถือเป็นเรื่องการซ้อมรับมือเหตุร้ายแรงดังกล่าว ซึ่งในระบบป้องกันความปลอดภัย หรือแม้แต่ระบบป้องกันอัคคีภัย ก็ยังมีการซ้อมดับไฟก่อนเกิดไฟไหม้จริง ก็ขอให้ท่านผู้มีโอกาสอ่านบทความชิ้นนี้ทาง Mail ทุกท่าน โปรดใช้เป็นโจทย์การบ้านว่า “ถ้ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่พักอาศัยของท่านใน 1 - 2 สัปดาห์ข้างหน้า ท่านจะป้องกันความเสียหายได้อย่างไรบ้าง หรือให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด” อย่างไรก็ตาม เหตุร้ายแรงที่ ดร.กัญจีราฯ บอกกล่าวนี้ ยังไม่ถึงระดับมหันตภัยที่แท้จริง หากมีเกิดขึ้น ก็เป็นเพียงเหตุร้ายแรงระดับเล็ก ถ้าจะเทียบกับเหตุการณ์ในปี 2551 ทั้งนี้ผู้เขียนมิได้ยอมรับ และมิได้ปฏิเสธว่า ช่วง 11 - 29 ตุลา 48 จะมีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นหรือไม่ช่วงนี้ เขียนตามที่ฟังมาจากดร.กัญจีราฯ แล้วนำมาเล่าต่อ บอกต่อก่อนนะครับ สำหรับข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ จากผู้เขียน : ถ้าจะมีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นจริง

1. กรุณาช่วยตรวจความมั่นคงแข็งแรงของตัวบ้าน ประตู หน้าต่าง หลังคา ต้นไม้ใหญ่ สายไฟ สายโทรศัพท์ ป้ายโฆษณา ฯลฯ ซึ่งอาจหลุด อาจตกหล่น อาจล้มทับ ที่อยู่อาศัยของท่านหรือสถานที่ท่านพักอาศัย เพราะลมพายุพัดใส่ ท่านต้องตรวจตราดูแลกันสักหน่อยนะครับ หากไม่มั่นคงต้องซ่อมด่วน ต้องป้องกันก่อนครับ

2. ฝาท่อระบายน้ำหน้าบ้าน หลังบ้าน ในซอย และบริเวณถนนหน้าบ้าน / หลังบ้าน อุดตันเพราะฝุ่นผง และขยะ หรือไม่ หากมีการทำท่อระบายน้ำใหม่ กรุณาอย่าประมาทเพราะอาจทำฉาบฉวย มีรางบนถนน แต่มิได้เชื่อมกับตัวท่อระบายน้ำ และถังพักน้ำจริง โปรดตรวจตรา หาไม้แยงดู หากติดตัน แจ้งสำนักงานระบายน้ำ หรือสำนักผู้ว่า กทม. หรือสำนักงานเขตจัดการลอกขยะออกโดยเร็วต่อไป

3. ถ้าน้ำท่วมมากจนรถนำออกจากบ้านไม่ได้ ท่านมีแม่แรงไว้ยกรถหรือยัง มีอิฐบล็อค หรือขอนไม้ใหญ่ หรือเหล็กค้ำยันไว้รองดันให้รถลอยสูงหนีน้ำหรือยัง ถ้าสมมุติน้ำจะท่วมสูง 1 เมตร เข้ามาในบ้านท่าน คิดเผื่อกันเหนียวหน่อยจะดีไหม ? สิ่งของที่วางอยู่บนพื้น หากน้ำท่วมถึงจะเสียหายได้ หาทางเคลื่อนย้ายไปไว้ชั้นบนบ้าน หรือเก็บไว้ในที่สูงเกิน 1 เมตรจะดีไหม (ของใครของมัน ตัดสินใจกันเอาเอง ของใช้ของใคร ก็ต้องดูแลกันเอาเองครับ)

4. จะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ตั้งสติกันให้มากหน่อย ถ้าจะไม่อยู่ในกรุงเทพฯ ชั่วคราว ครอบครัวของท่านจะไปไหนกัน ปรึกษาหารือ พูดคุยกันก่อนถึง 11 ตุลา 48 จะดีไหมครับ

5. ถ้าช่วง 11 - 29 ตุลา 48 หากมีเหตุร้ายเกิดขึ้นจริง แต่ละคนในครอบครัว ไม่ควรนัดรวมพลพร้อมกันที่บ้านเก่า มิฉะนั้น อาจต้องกลับบ้านเก่า (บ้านเก่า เป็นคำสะแลง หมายถึง ตาย) และต้องระวังวิกฤติจราจร แม้มีน้ำมันเต็มถัง แต่วิ่งได้เพียง 4 - 5 กิโลเมตร น้ำมันอาจหมดถังได้ เพราะรถมันไม่เคลื่อนที่ รถอาจติดกันเหมือนแตงเมก็ได้ ถ้าใช้เวลา 1 ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทางเพียง 100 เมตร มิใช่ 100 กิโลเมตร แล้วผลเป็นเช่นไร ท่านคงคาดเดาได้ หากรถคันข้างหน้าเรา เขาตัดสินใจทิ้งรถแล้วออกเดิน รถเขาจึงจอดขวางทางคนขับรถคันอื่นก็ทำตาม หากเราอยู่คันหลังๆ จะแซงได้อย่างไร เพราะบนท้องถนนไม่มีที่ว่างเปล่า มีรถจอดติดทุกช่องทางจราจร และรถอีกส่วนหนึ่งก็ปฏิบัติฝ่าฝืนกฎจราจร โดยมีปรากฏให้เห็นในถนนทุกสาย ถนนที่ให้รถวิ่งทางเดียว จะมีรถวิ่งสวนทางย้อนศร ถนนที่กำหนดให้วิ่ง 2 ทางจราจร จะมีรถเบียดแซงเป็น 3 - 4 ช่องทางจราจร ในบางแยกจึงมีการจอดประจันหน้ากัน เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ รถย่อมเคลื่อนที่ไม่ได้ กรุณาจินตนาการดูครับ อย่าคิดว่าไม่มีทางเกิดขึ้น คิดเป็นการบ้านเผื่อไว้ก่อน (วันนี้ ท่านอาจด่าว่าผู้เขียนว่า ไอ้บ้า เขียนข่มขู่ผู้คนให้ตื่นตระหนกกลัวอีกแล้ว ความจริงเป็นภาพที่ ผู้ยืนยันว่าเห็นชัดในปี 2551 แต่จะซ้อมคิดในปีนี้ก็ไม่น่าจะเสียหาย และต่อไปท่านอาจจะตระหนักได้ว่าไม่น่าที่จะไปด่าเขาเลย อย่างน้อยก็มีประโยชน์ที่เขาแนะนำสิ่งที่ดีๆให้ก่อน)

6. ในวันนี้กรุณาทำการสำรวจทรัพย์สินที่มีค่าของท่าน ของรักของหวงของท่านคืออะไร อยู่ที่ไหน จัดทำรายการบัญชีไว้ จะดีไหม จะนำไปด้วย หรือทิ้งไว้ก่อน ของชิ้นเล็กของที่มีน้ำหนักน้อย ของที่มีค่ามาก ควรนำติดตัวไป ของใหญ่ของหนัก ของที่มีภาระมาก จำต้องทิ้งไว้ก่อน มิฉะนั้น ท่านอาจะต้องนำไปทิ้งระหว่างทาง หรือถูกชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ระหว่างเดินทางก็ได้ คิดเผื่อไว้สักนิดจะดีไหม

7. ความจริงไม่อยากแนะนำให้เอาอาวุธติดตัวไปด้วย เพราะไม่อยากให้เกิดการฆ่าฟันกัน แต่ช่วงวิกฤติดังกล่าว จะมีสมุนพญามาร และสมุนซาตานออกอาละวาด จะเป็นช่วงที่มีการ ลัก - วิ่ง - ชิง - ปล้น กันหนัก (ลัก คือ ลักทรัพย์, วิ่ง คือ วิ่งราวทรัพย์,ชิง คือ ชิงทรัพย์, ปล้น คือ ปล้นทรัพย์) นอกจากนั้น ก็จะมีการข่มขืนและฆ่า ในช่วงวิกฤติติดตามมา จึงจำใจต้องแนะนำ “ให้หาอาวุธ ไว้ป้องกันตนเองและครอบครัว” ขอย้ำว่า “ให้หาอาวุธไว้ป้องกันตนเองและครอบครัว มิใช่หาอาวุธให้ไปชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ผู้ใด” - ผู้ที่มีอาวุธปืน หากไม่เคยยิงเลย ระวังกระสุนด้าน ปืนอาจขัดลำกล้อง ในเวลาจำเป็นต้องใช้ก็อาจเป็นได้ ให้ไปทดลองฝึกยิงดูสักหน่อย เปลี่ยนกระสุนใหม่สักนิด - ผู้ที่ไม่กล้าใช้ปืน จะหามีด หาไม้ เอาไว้ใกล้มือที่จะหยิบฉวยมาป้องกันตนเอง และครอบครัวได้ ก็ควรมีไว้ในช่วงวิกฤติ หากประมาทแล้วจะเสียใจ จะหาว่าไม่บอกกล่าวเล่าเตือนไม่ได้นะครับ (จะอย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ช่วง 11 - 29 ตุลา 48 ยังมิใช่เหตุร้ายแรงระดับมหันตภัยในระดับน่ากลัวมากนัก หากเกิดมีขึ้นจริงตามที่ดร.กัญจีราฯ เล่าให้ฟังก็ถือว่าเป็นการซ้อมรับมือปี 2551 ก็ไม่น่าจะเสียหายมากนัก)

8. ปัจจัย 5 หาเตรียมไว้บ้าง ก็น่าจะดี ปัจจัย 4 เป็นที่ทราบอยู่แล้ว คือ อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค สำหรับปัจจัยที่ 5 คือ น้ำมัน หรือพาหนะที่จะใช้เดินทางเคลื่อนที่

9. ปัจจัยแรก อาหาร หมายรวมถึง น้ำดื่มด้วย และหมายรวมถึงอุปกรณ์นอกจากอาหารสด อาหารแห้งแล้ว เครื่องครัว ข้าวสาร อาหารแห้ง และแก๊สหุงต้มด้วย ระวังมีแต่ถัง แต่แก๊สหมด อาจเกิดขึ้นได้ ตรวจดูหน่อยจะเป็นไร ฯลฯ

10. ปัจจัยที่สอง เครื่องนุ่งห่ม นอกจากเสื้อผ้าแล้ว รวมถึงเครื่องนอนด้วย ในช่วงที่ไปอยู่ในที่อื่น ที่มิใช่บ้านอยู่อาศัยของตนเอง เสื้อผ้า ไม่ควรเป็นชุดหรูหราสวยงาม แต่ควรเน้นชุดธรรมดาๆ สวมใส่สบาย ให้ความอบอุ่นได้ดีก็พอแล้ว

11. ปัจจัยที่สาม ที่อยู่อาศัย นอกจากเป้าหมายสุดท้ายที่เป็นเป้าหมายหลักที่นัดหมายบุคคลในครอบครัวไปพบและพักอยู่ร่วมกันในยามวิกฤติแล้ว หมายรวมถึง จุดนัดพบระหว่างทางจุดที่ 1, 2, 3 หากพลาดนัดจุดที่ 1 กี่ชั่วโมง ไปพบจุดที่ 2, 3 เป็นต้น เพื่อมิให้ต้องเสียเวลาในการเดินทางไกลมากนัก และเพื่อมิให้เป็นกังวลตลอดระยะเวลาการเดินทาง ซึ่งไม่ต้องถูกถ่วงเวลาด้วยสภาพการจราจรที่ติดขัดวินาศสันตะโร (ไฟฉาย / ไม้ขีด ก็ควรมีไว้ใช้ในยามจำเป็น) (ช่วง 11 - 29 ตุลา 48 ไม่น่าถึงระดับวิกฤติถึงขนาดต้องอพยพ โยกย้าย เว้นแต่บางพื้นที่ ซึ่งเป็นแอ่งรับน้ำ หรือเส้นทางน้ำไหลผ่าน ก็คงจะจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายที่หลับนอนเป็นการชั่วคราว แต่ไม่นานนัก)

12. ปัจจัยที่สี่ ยารักษาโรค นอกจากยาสามัญประจำบ้านพื้นฐาน และเวชภัณฑ์ต่างๆที่จำเป็นแล้ว ผู้ที่มีโรคประจำตัวต่างๆ ต้องเตรียมปริมาณยาให้มากพอสัก 1 เดือน

13. ปัจจัยที่ห้า น้ำมันเติมยานพาหนะเพื่อการเดินทาง ต้องเติมเต็มถังไว้ทุกวันในช่วงที่มีความเสี่ยงที่อาจเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง และควรมีถัง 20 ลิตร ไว้สำรองเติมน้ำมันเพิ่มสัก 1 - 2 ถัง ก็น่าจะดี เพราะปั๊มน้ำมันต่างๆ จะขายน้ำมันหมด รถน้ำมันมาส่งไม่ทันความต้องการของประชาชน และสภาพการจราจรทุกสายในกรุงเทพฯ เข้าสภาวะจราจล รถเคลื่อนตัวช้ามากๆ

14. จะอย่างไรก็ตาม นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เรามาฝึกฝนตน ลด ความโลภ ความโกรธ ความหลงให้น้อยลงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ฝึกทำความเข้าใจในสามัญลักษณะ หรือลักษณะสามัญตามธรรมชาติ คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา หรือทุกสิ่งไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็แปรเปลี่ยน ในที่สุดก็สูญสลาย ทนอยู่ในสภาพเดิมโดยตลอดมิได้ แท้จริงเป็นสิ่งสมมุติทั้งสิ้น ปล่อยวางสิ่งต่างๆลงบ้างจะดีไหม ...

งื้ด...งื้ด...

...วันนี้สอบแพลนนิ่งโห่ย..ไม่คิดว่าตัวเองจะโง่ได้ขนาดนี้...ท่องไปแล้วแท้ๆ...เจือกจำไม่ได้...ปล่อยมัน
 
 
เห้อ...คอมที่บ้านเป็นลิงอะไรวะเนี่ย...พิมได้สองที ก้อค้าง...ต้องเอาไม้สอย ...งื้ดงื้ดงื้ด....ช่างเหอะ...
 
อ่านบล๊อกคนอื่นเค้ามีสาระกันจัง....เอาน่า ...ตอนนี้ยังไม่พร้อมจะมีสาระอะไรทั้งสิ้น...เหนื่อยๆ...
 
จะได้พักสมใจอยากแล้ว...ชาร์จไฟให้เต็มที่...แล้วค่อยกลับมาลุยงานกันใหม่...โย่ว...สู้เค้าทาเคชิ...
 
 
พรุ่งนี้สอบ อินเตอร์ ...ไม่รอดแน่กรู...แร่ดเจงๆ.....สู้เว่ย....
10月3日

น้ามท่วม...

วันนี้สอบ ต๊อดแอบทำไม่ได้ .... แม่ม...ท่องไรไปก้อม่ายยุ....ที่ตัดทิ้งดันออก....เห้ออ...อนาถจิต
พรุ่งนี้สอบ แพนนิ่ง ...แย่แว้วววว....พระเจ้าช่วยกล้วยปั่น...ลูกต้องแย่แน่ๆเลย...ถ้ามัวมานั่งเขียนบล๊อก
 
 
วันนี้ที่บ้านน้ำท่วมแหระ...ฝันกลายเป็นจริง  เคยฝันว่าอยากเดินลุยน้ำท่วม...โคตรซวยเลย....ฝนตกหนักใช่มะ เราก้อเข้าซอยที่บ้านไม่ได้ เลยกะว่าจะนั่ง taxi เข้าบ้าน ปรากฎว่า taxi แม่มไม่รับซักคน...ได้คันที่ 5 อ่ะ...เซ็ง...taxi บอกซอยน้ำท่วมไม่เข้า....
 
พอถึงบ้าน โหหหห....น้ำท่วมเจิ่งเลยยย....ที่แย่กว่านั้น น้ำเข้ามาหลังบ้านด้วย...ท่วมเจิ่งเล่ย เข้าไปในห้องน้ำอีกต่ะหาก....เวง
 
ตอนนี้น้ำลดหมดแล้ว...เย่ๆๆ จะได้อาบน้ำซะที
 
ไปอาบน้ำอ่านหนังสือดีฝ่า
 
mypEt  
全 7 枚中 1 枚目